สาระ ล่ำซำ มั่นใจ เบี้ยประกันชีวิตสิ้นปีโต 2% ยอดขาย 2 เดือนสุดท้ายแรง

เรื่องที่น่าสนใจ

สาระ ล่ำซำ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย มั่นใจ เบี้ยประกันชีวิตรับรวมสิ้นปี 2565 มีโอกาสเติบโต 2% รับแรงส่งยอดขาย 2 เดือนสุดท้ายจะแรงตอบรับฤดูกาล เผยตัวเลขเบี้ยของอุตสาหกรรม 9 เดือนแรกปีนี้แตะ 4.37 แสนล้านบาท ติดลบ 0.29% ฟื้นตัวกลับจากหลายเดือนก่อนที่ติดลบมากกว่า 1% ลุ้นแรงหนุนสินค้าสุขภาพ-สะสมทรัพย์

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2565 นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ในฐานะนายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมเบี้ยประกันชีวิตทั้งอุตสาหกรรม ตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 30 ก.ย. 2565 (งวด 9 เดือนแรก) มีเบี้ยรับรวมอยู่ที่ 437,959 ล้านบาท ลดลง 0.29% เทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน มาจากเบี้ยรับรายใหม่ 124,259 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.92% แยกเป็นเบี้ยรับปีแรก 75,824 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.51% และเบี้ยรับจ่ายครั้งเดียวหรือซิงเกิลพรีเมี่ยม 48,434 ล้านบาท ลดลง 13.10% ขณะที่เบี้ยปีต่ออายุ ลดลง 0.76% อยู่ประมาณ 313,700 ล้านบาท โดยมีอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์ที่สัดส่วน 82%

ซึ่งตัวเลขเบี้ยรับรวมดังกล่าวเป็นเทรนด์ที่ดีขึ้น เพราะเป็นการติดลบน้อยลง เมื่อเทียบกับหลาย ๆ เดือนก่อนที่ติดลบมากกว่า 1% โดยสมาคมฯคาดการณ์ตัวเลขเบี้ยรับรวมทั้งอุตสาหกรรมฯในช่วงสิ้นปีนี้จะเติบโตระหว่าง 0-2% โดยมีโอกาสเติบโตถึง 2% เพราะยอดขายช่วง 2 เดือนสุดท้ายจะแรง

“สาเหตุที่เบี้ยประกันในอุตสาหกรรมติดลบน้อยลงมาจาก 1.เข้าสู่ฤดูกาลการขายสินค้าประกันรับไฮซีซั่นช่วงปลายปี ซึ่งหนุนยอดขายแรงขึ้นเรื่อย ๆ 2.ได้แรงส่งจากเส้นอัตราผลตอบแทน (yield curve) ที่เพิ่มขึ้นจากเรื่องเงินเฟ้อ ทำให้บริษัทประกันชีวิตเริ่มหยิบแบบประกันสะสมทรัพย์ออกมาขายในตลาดมากขึ้นกว่าเดิมในปีนี้ จากที่ชะลอการขายประกันสะสมทรัพย์มานาน และ 3.เบี้ยจากสินค้าประกันสุขภาพเติบโตกว่า 8% จากคนไทยเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น

ส่วนสินค้าที่ยอดขายลดลงมากในปีนี้คือแบบประกันชีวิตควบการลงทุน (ยูนิตลิงก์) สาเหตุจากความผันผวนของการลงทุน ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2564 แม้ว่าตอนนี้ภาพจะเริ่มดีขึ้นแต่การเติบโตก็ยังเป็นภาพการติดลบ ขณะเดียวกันบริษัทประกันชีวิตเริ่มหันมาขายยูนิตลิงก์แบบแบบจ่ายเบี้ยรายงวด (Regular Premium) มากขึ้น ไม่ใช่เป็นจ่ายเบี้ยครั้งเดียว (Single Premium) ซึ่งทำให้ขนาดเบี้ยเล็กลง แต่ก็จะทำให้อัตราการต่ออายุจะมากขึ้น”